co-create
บทความนี้คือส่วนหนึ่งของโครงการ ร่วมสร้าง “หนังสือคู่มือ Excel ที่เจ๋งที่สุด” ใครที่มี comment เพื่อแนะนำ ปรับปรุงหนังสือได้ คุณจะได้เครดิตในฐานะผู้ร่วมเขียน ลงในหนังสือที่จะพิมพ์จริงๆ ด้วย! อ่านรายละเอียด และดูสารบัญหนังสือ คลิ๊กที่นี่


 

เนื่องจากฟังก์ชั่นของ Excel มีเยอะมาก และถึงแม้ว่าการค้นหาฟังก์ชั่นนั้นมีประโยชน์ก็จริง แต่อาจไม่สะดวกนัก คงจะดีกว่ามากถ้าเราสามารถจำฟังก์ชั่นที่ใช้งานบ่อยๆ ได้ทันที

แต่ไม่ต้องห่วงเพราะฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยจริงๆ ไม่ได้มีเยอะเลย และมันก็เป็นไปตาม กฎ 80/20 ที่บอกว่า

“ผลลัพธ์หรือ ผลกระทบส่วนใหญ่ (80%) มาจากสาเหตุที่เป็นส่วนน้อย (20%)”

เพราะใน Excel การใช้งานส่วนใหญ่มาจาก ฟังก์ชั่นแค่ไม่ถึง 20% เท่านั้น!!

80-20-pareto

เท่าที่ผมค้นคว้ามา Excel มีฟังก์ชั่นทั้งหมดประมาณ 450 ฟังก์ชั่น (ประมาณนะครับ…) ซึ่งฟังก์ชั่นที่ผมคิดว่าใช้บ่อยมากๆ เลย มีอยู่ประมาณ 45 ตัวด้วยกัน และมีค่อนข้างบ่อยอีก 25 ตัว รวมเป็น 70 ตัว ซึ่งคิดเป็น 15%  ของฟังก์ชั่นทั้งหมด

แหม.. กฎ 80/20 นี้แม่นจริงๆ สินะครับ !

ต้องเลือกใช้ฟังก์ชั่นให้เหมาะกับสถานการณ์

ในบทนี้คุณจะได้พบกับฟังก์ชั่นมากมาย ผมแนะนำให้มองว่าแต่ละฟังก์ชั่นมันเหมือนเครื่องมือที่มีหน้าที่ต่างกัน ซึ่งหน้าที่ของเราคือต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ โดยควรจะรู้ว่ามีเครื่องมืออะไรให้เลือกใช้บ้าง มันมีหน้าที่ไว้ทำอะไร และมันใช้งานยังไง? เช่น ฟังก์ชั่นใน Excel บางตัวอาจทำงานคล้ายๆ กัน ซึ่งเราต้องเลือกให้ถูกว่าจะใช้ฟังก์ชั่นไหนดี เช่น ฟังก์ชั่น COUNT เอาไว้นับจำนวนช่องที่เป็นตัวเลข ส่วน COUNTA เอาไว้นับช่องที่ไม่ใช่ช่องว่าง เป็นต้น

บางเครื่องมือ (ฟังก์ชั่น) อาจทำงานได้เหมือนกันกับอีกฟังก์ชั่นเลย และอาจทำงานได้มากกว่าด้วย แต่ก็มักจะเขียนสั่งงานยากกว่าด้วยเช่นกัน เช่น =MAX จะเท่ากับ =LARGE ที่ระบุว่าเอาอันดับ1

ถ้าเราไม่ได้จะทำอะไรซับซ้อนมาก ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปขี่ช้างจับตั๊กแตน (ใช้ฟังก์ชั่นยากๆ ) ก็ได้ครับ

เน้นความเข้าใจหน้าที่และความสามารถของฟังก์ชั่น

หากคุณกำลังอ่านเนื้อหาบทนี้เป็นครั้งแรก ผมอยากให้เน้น ให้จำว่า ฟังก์ชั่นแต่ละอันมันทำอะไรได้ มากกว่าจะจำว่ามันมีวิธีเขียนยังไง เพราะหากเรารู้ว่ามันทำอะไรได้แล้ว เราจะเลือกใช้ได้ถูกตัวอยู่ และถึงจำไม่ได้ว่าเขียนยังไงก็ยังสามารถกด Help หรือ Google ดูวิธีใช้ได้ แต่ถ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรได้ เราจะเริ่มต้นไม่ถูกเลย

เพื่อความสะดวกของคุณ ผมได้ทำการคัดเลือก Function ที่ใช้กันบ่อยๆ มาให้แล้ว!!

โดยผมจะแบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ เช่นเดียวกับเมนูที่อยู่บน Ribbon ใน

[Formulas] –> Function Library นะครับ

Math & Trig : คณิตศาสตร์

ฟังก์ชั่น หน้าที่ คำสั่ง/ตัวอย่างการใช้งาน
SUM บวกเลขทุกตัวที่อยู่ใน Range ที่เลือกไว้ =SUM(number1,[number2],…])
=SUM(1,5,10) จะคิด 1+5+10 ได้ผลรวมเป็น 15 หรือ=SUM(A1:A10) จะเอาค่าใน A1 ถึง A10 มาบวกกัน
SUMIFS ใช้บวกเลขทุกตัวที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทีกำหนดตัวนี้ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องมือ PivotTable ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนรู้กันครับ =SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], …)
=SUMIFS(A1:A20, B1:B20, “>0”, C10:C30, “<10”)แปลว่า ให้บวกเลขในช่อง A1:A20 โดยที่·         ในช่อง B1:B20 ที่จับคู่กับ A นั้นจะต้อง >0 และ ในช่อง C1:C20 ที่จับคู่กับ A ต้อง < 10
MOD หาเศษเหลือจากการหารตัวนี้ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ค่อยได้ใช้งาน แต่จริงๆ แล้วฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์ที่โดดเด่น เช่น การมีเงื่อนไขที่จะทำอะไรบางอย่างทุกๆ x ช่อง (หารด้วย x ลงตัว) =MOD(number, divisor)
=MOD(10,7) ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 3
เพราะ เอา 10 หารด้วย 7 ได้ 1 เหลือเศษ 3=MOD(8,2) ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 0
เพราะ เอา 8 หารด้วย 2 ได้ 4 เหลือเศษ 0
SUMPRODUCT ให้เอาเลข 2 ชุดมาคูณกันตามคู่ลำดับแล้วหาผลรวมภายหลัง =SUMPRODUCT(array1, [array2], [array3], …)
=SUMPRODUCT(A1:A10,B1:B10)แปลว่า ให้บวกเลขในช่อง A1*B1 + A2*B2+…A10*B10
RAND สุ่มตัวเลขที่อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
(ทศนิยม 15 หลัก เรียกได้ว่าเลชที่สุ่มออกมาแต่ละทีไม่น่าจะซ้ำกันหรอกครับ)
=RAND()
มันจะออกมาเป็นเลขระหว่าง 0 ถึง 1 โดยที่เลขจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มีการคำนวณใหม่ (กด F9 ได้)* ตัวนี้ไม่มี Argument

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • SUBTOTAL หาผลรวมในรูปแบบต่างๆ เช่น SUM, MAX แต่จะรวมเฉพาะตัวที่ไม่ถูก Filter ทิ้ง
  • AGGREGATE จะ Advance กว่า SUBTOTAL ไปอีกขั้น โดยเลือก Option ได้เยอะกว่า
  • RANDBETWEEN ทำการสุ่มเลขเป็นจำนวนเต็มในขอบเขตที่กำหนด
  • GCD = หาตัวหารร่วมที่มากที่สุด ( ห.ร.ม.) / LCM = หาตัวคูณร่วมที่น้อยที่สุด (ค.ร.น.)
  • PRODUCT = หาผลคูณของเลขทุกตัวที่อยู่ใน Range ที่เลือกไว้
  • FACT = หาเลข Factorial คือผลคูณแบบไล่ค่าลดลงเรื่อยๆจนถึงเลข 1 เช่น FACT(4)= 4*3*2*1 เป็นต้น มันใช้มากในเรื่องทฤษฎีการนับ และ ความน่าจะเป็น

Statistical : สถิติ

ฟังก์ชั่น หน้าที่ คำสั่ง/ตัวอย่างการใช้งาน
COUNT นับจำนวนช่องที่เป็นตัวเลขใน Range ที่เลือกไว้ =COUNT(value1, [value2], …)
=COUNT(A1:A10) จะนับว่าในช่อง A1 ถึง A10 มีช่องที่เป็นตัวเลขกี่ช่อง
COUNTA นับจำนวนช่องที่ไม่ว่างเปล่าใน Range ที่เลือกไว้ =COUNTA(value1, [value2], …)
=COUNTA(A1:A10) จะนับว่าในช่อง A1 ถึง A10 มีช่องที่ไม่ว่างเปล่ากี่ช่อง
AVERAGE หาค่าเฉลี่ยจากตัวเลขใน Range ที่เลือกไว้ โดยที่จะไม่คิดค่าว่างเปล่า =AVERAGE(number1, [number2], …)
=AVERAGE(A1:A10) จะหาค่าเฉลี่ยของตัวเลขในช่วง A1 ถึง A10 โดยที่จะไม่คิดค่าว่างเปล่า
MAX / MIN หาค่าที่มากที่สุด / น้อยที่สุดจากตัวเลขใน Range ที่เลือกไว้ =MAX(number1, [number2], …)
=MAX(A1:A10) หาค่ามากที่สุดในช่วง A1 ถึง A10
=MIN(number1, [number2], …)
=MIN(A1:A10) หาค่าน้อยที่สุดในช่วง A1 ถึง A10
LARGE / SMALL หาค่าที่มาก / น้อย เป็นลำดับที่ xx จากตัวเลขใน Range ที่เลือกไว้ แปลว่าใช้แทน MAX/MIN ก็ได้ =LARGE(array, k)
=LARGE(A1:A10,3) แปลว่าหาค่าที่มากที่สุดเป็นลำดับที่ 3 (ระบุที่ k) จากช่วง A1 ถึง A10

 

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • MODE หาค่า ฐานนิยม หรือ ค่าที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด (นิยม)
  • MEDIAN หาค่า มัธยฐาน หรือ ค่าที่อยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง เมื่อเรียงค่าจากน้อยไปมาก
  • PERCENTILE หาค่าที่อยู่ตำแหน่งที่ xxx % เมื่อเรียงค่าจากน้อยไปมาก
  • RANK หาว่าเลขที่เราสนใจ มีค่ามากหรือน้อยเป็นอันดับที่เท่าไหร่ใน Range ที่กำหนด 

Date & Time : วันที่และเวลา

ฟังก์ชั่น หน้าที่ ตัวอย่างการใช้งาน
YEAR หาว่าวันทีที่ต้องการเป็นปี ค.ศ. อะไร =YEAR(serial_number)
MONTH หาว่าวันทีที่ต้องการเป็นเดือนลำดับที่เท่าไหร่ (1-12) =MONTH(serial_number)
DATEVALUE แปลงค่าจากวันที่ในรูปแบบ Text ให้เป็นวันที่จริงๆ =DATEVALUE(date_text)
DATE แปลงค่าจากตัวเลข 3 ชุด ปี เดือน วัน ให้กลายเป็นวันที่ =DATE(year,month,day)
EDATE หาว่าจากวันที่กำหนด ถัดไป/ย้อนกลับ อีก xx เดือนจะกลายเป็นวันที่เท่าไหร่ =EDATE(start_date, months)
NETWORKDAYS หาเวลาทำงาน ระหว่างวันสองวันที่กำหนด โดยไม่นับวันหยุด =NETWORKDAYS(start_date, end_date, [holidays])
DATEDIF ใช้หาว่าวันสองวันที่กำหนด ห่างกันกี่วัน กี่เดือน หรือ กี่ปี (เราเลือกได้)*ฟังก์ชั่นนี้ไม่มี Help บอกใน Excel =DATEDIF( start_date, end_date, interval)
WEEKDAY หาว่าวันที่ที่ต้องการเป็นวันอะไรของสัปดาห์ ( จ อ พ พฤ ศ ส อา) โดยจะให้ค่ากลับมาเป็นตัวเลข

 

  ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • WORKDAY คล้ายกับ NETWORKDAYS แต่จะทำกลับกัน คือ รู้วันเริ่มต้น และระยะเวลาวันทำงาน จากนั้นค่อยหาว่าวันปลายทางจะเสร็จวันไหน
  • WEEKNUM หาว่าวันที่นั้นๆ ตรงกับสัปดาห์ที่เท่าไหร่ของปีนั้น

Logical : ตรรกะฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

ฟังก์ชั่น หน้าที่ คำสั่ง/ตัวอย่างการใช้งาน
AND ถ้าเงื่อนไขที่เชื่อมทุกอันเป็นจริง จะได้ค่าออกมาเป็นจริง กรณีอื่นเป็นเท็จตรงกับภาษาพูดว่า “และ” =AND(logical1, [logical2], …)
=AND(3>5,10-3<8)
=AND(FALSE,TRUE) จะได้เท็จ เนื่องจาก 3>5 ได้เท็จ (แม้อีกตัวจะจริงก็ตาม)
 and
OR ถ้าอย่างน้อยเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจริง จะได้ค่าออกมาเป็นจริง (ต้องเท็จทุกอันจึงจะออกมาเป็นเท็จ)คล้ายกับภาษาพูดว่า “หรือ” =OR(logical1, [logical2], …)
=OR(3>5,10-3<8)
=OR(FALSE,TRUE) จะได้จริง เนื่องจาก 10-3<8 ได้จริง (แม้อีกตัวจะเท็จก็ตาม)
 or
NOT กลับจริงเป็นเท็จ เท็จเป็นจริง =NOT(logical)
=NOT(3>5)
=NOT(FALSE) จะได้จริง เนื่องจาก 3>5 ได้เท็จ แล้วกลับเท็จเป็นจริง
 not
IF ตรวจเงื่อนไขที่ใส่ลงไป ถ้าเงื่อนไขมีผลลัพธ์เป็นจริง (TRUE) จะแสดงผลการคำนวณแบบหนึ่ง ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ (FALSE) จะแสดงผลอีกแบบหนึ่ง =IF(logical_test, [value_if_true], [value_if_false])=IF(3>5,10+3,10-3) = IF(FALSE,13,7)
ทดสอบ 3>5 ได้เท็จ จึงแสดงผลการคำนวณคือ 7

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • IFERROR เป็นลูกผสมระหว่าง IF และ ISERROR โดยจะสามารถกำหนดได้ว่า หาก Error จะให้ทำอะไร

Text : ข้อความ

ฟังก์ชั่น หน้าที่ ตัวอย่างการใช้งาน
LEN นับจำนวนตัวอักษรของคำที่เลือก โดยนับทั้ง space สระ วรรณยุกต์ด้วย =LEN(text)=LEN(“very มั่นใจ”) จะได้ 11
LEFT / RIGHT ตัดตัวหนังสือที่กำหนดจากทาง ซ้าย/ขวา ด้วยระยะจำนวนตัวอักษรที่กำหนด =LEFT(text, [num_chars])
=LEFT(“สนุกจัง”,2) =”สน”=RIGHT(text, [num_chars])=RIGHT(“สนุกจัง”,3) =”จัง”
TRIM ตัดช่องว่างที่อยู่หน้าและหลังคำออกทั้งหมด รวมถึงช่องว่างตรงกลางที่เกิน 1 เคาะด้วย =TRIM(text)=TRIM(”  inw  excel “) จะได้ออกมาเป็น
“inw excel” (เหลือช่องว่างกลาง 1 space)
FIND หาว่าคำที่ต้องการค้นหา อยู่เป็นตัวอักษรลำดับที่เท่าไหร่ของคำที่กำหนด สนใจ ตัวพิพม์เล็กพิมพ์ใหญ่ =FIND(find_text, within_text, [start_num])=FIND(“Excel”,”inwexcel is Excellent”)
=13
SEARCH หาว่าคำที่ต้องการค้นหา อยู่เป็นตัวอักษรลำดับที่เท่าไหร่ของคำที่กำหนด ไม่สนใจ ตัวพิพม์เล็กพิมพ์ใหญ่ และใช้เครื่องหมาย Wildcard ได้ =SEARCH(find_text,within_text,[start_num])=SEARCH(“Excel”,”inwexcel is Excellent”)
=4
SUBSTITUTE แทนที่คำที่ต้องการด้วยอีกคำหนึ่ง ใช้เมื่อรู้คำที่จะถูกแทนที่ =SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])
=SUBSTITUTE(“ผม like มาก”,”like”,”ชอบ”)
= “ผม ชอบ มาก”
REPLACE แทนที่ตำแหน่งที่ต้องการด้วยอีกคำหนึ่ง ใช้เมื่อรู้ตำแหน่งและจำนวนตัวอักษรที่จะถูกแทนที่ =REPLACE(old_text, start_num, num_chars, new_text)
=REPLACE(“081-234-5678”,5,3, “ไม่บอก”)
= “081-ไม่บอก-5678”
TEXT  เปลี่ยน Number Format ของตัวเลขด้วยการใช้สูตร =TEXT(value, format_text)
ในช่อง format_text ให้ใส่รูปแบบคล้ายการทำ Custom Format ซึ่งจะอธิบายต่อไปในบทหลัง
=TEXT(1234.5678,”0.00″)= “1234.57”

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • REPEAT ใส่ตัวอักษรซ้ำๆ ลงไปด้วยจำนวนที่กำหนด
  • CLEAN ทำการลบตัวอักษรประหลาดๆ ที่พิมพ์ไม่ออก

Lookup & Reference: การดึงข้อมูลและการอ้างอิง

ในนี้จะเป็นตารางสรุปคร่าวๆ เท่านั้น รายละเอียดจะอยู่บทถัดๆไปครับ เพราะส่วนใหญ่ฟังก์ชั่นในหมวดนี้ถือว่าใช้งานยากกว่าหมวดอื่นๆ เกือบทุกตัว จึงต้องขอยกไปพูดทีหลัง

ฟังก์ชั่น หน้าที่ ตัวอย่างการใช้งาน
VLOOKUP ค้นหาคำที่ต้องการในแนวดิ่งของคอลัมน์แรกในตารางอ้างอิง เมื่อเจอแล้วจากนั้นมองไปทางขวาเอาข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดกลับมา =VLOOKUP(lookup_value, table_array, col_index_num, [range_lookup])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
MATCH ค้นหาคำที่ต้องการว่าอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ของช่วงที่กำหนด =MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
INDEX ส่ง Cell Reference หรือค่าใน Cell Reference ตามพิกัดแถว & คอลัมน์ที่กำหนด จากตารางอ้างอิงที่กำหนด =INDEX(array, row_num, [column_num])=INDEX(reference, row_num, [column_num], [area_num])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
INDIRECT เปลี่ยน Text เป็น Cell Reference =INDIRECT(ref_text, [a1])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
OFFSET เลื่อนตำแหน่งจากช่องที่เราอ้างอิงไปในทิศทางต่างๆ แล้วส่งCell Reference หรือค่าใน Cell Reference กลับมา =OFFSET(reference, rows, cols, [height], [width])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
CHOOSE เลือกว่าจะใช้การคำนวณชุดไหน เช่น ชุดที่ 1, 2, 3, 4 =CHOOSE(index_num, value1, [value2], …)=CHOOSE(3,A1+2,A1*3,A1/A2)เลือกเอาสูตรชุดที่ 3 มาใช้ นั่นคือ=A1/A2

 

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • ROW หาว่าแถวของ Cell ที่กำหนดอยู่แถวที่เท่าไหร่
  • COLUMN หาว่าแถวของ Cell ที่กำหนดอยู่คอลัมน์ที่เท่าไหร่
  • ROWS หาว่า Range ที่กำหนดมีกี่แถว
  • COLUMNS หาว่า Range ที่กำหนดมีกี่คอลัมน์

 

 

Financial : การเงิน

ฟังก์ชั่น หน้าที่ ตัวอย่างการใช้งาน
PV หาค่า Present Value
(หา มูลค่าปัจจุบัน จาก Cash flow ในอนาคต)
=PV(rate, nper, pmt, [fv], [type])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
FV หาค่า Future Value
(หา มูลค่าอนาคต จาก Cash flow ในปัจจุบัน)
=FV(rate,nper,pmt,[pv],[type])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
NPV หาค่า Net Present  Value ซึ่งก็คือ
การคิดมูลค่าลงทุนสุทธิ จาก Cashflow ในอนาคตทั้งหมด มารวมไว้ ณ เวลาปัจจุบัน
=NPV(rate,value1,[value2],…)ค่า Cash flow ที่ใส่ไปต้องเริ่มที่ Period 1 ไม่ใช่ Period 0รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
IRR หาค่า Internal Rate of Return ซึ่งก็คือค่า ดอกเบี้ย หรือ Discount Rate ที่ทำให้ NPV =0 พอดี =IRR(values, [guess])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป
PMT หาว่า ต้องผ่อนเงินกู้ งวดละเท่าๆ กัน งวดละกี่บาท จึงจะหมดพอดีในระยะเวลาที่กำหนด =PMT(rate, nper, pv, [fv], [type])รออ่านรายละเอียดในบทถัดๆไป

  

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • NPER
  • RATE

 

Information : ข้อมูล

ฟังก์ชั่น หน้าที่ ตัวอย่างการใช้งาน
IS….มีหลายตัว เช่น

  • ISERROR
  • ISBLANK
  • ISNUMBER
  • ISTEXT
ตรวจสอบว่าเป็นค่าประเภทที่ต้องการหรือไม่ โดยแสดงค่ากลับมาเป็น TRUE/FALSE เช่น

  • ISERROR = เช็คว่า Error หรือไม่?
  • ISBLANK = เป็นช่องว่างเปล่า หรือไม่?
  • ISNUMBER = เป็นตัวเลข หรือไม่?
=ISERROR(value)=ISERROR(1000/0)=TRUE
TYPE ใช้ตรวจสอบว่าช่องที่กำหนดมีข้อมูลเป็นประเภทอะไร  ค่าที่ได้กลับมาเป็นตัวเลข ซึ่งแต่ละรหัสมีความหมายดังนี้

  • 1 = Number
  • 2 = Text
  • 4 = Logical Value (TRUE/FALSE)
  • 16 = Error Value
  • 64 = Array

 

ตรงนี้จะมีประโยชน์ตรงที่เอาไว้เช็คประเภทของข้อมูลว่าเป็นประเภทที่เราต้องการรึเปล่า เวลานำไปใช้ในการเขียนสูตรต่างๆ

=TYPE(value)ถ้า A1 มีคำว่า cat=TYPE(A1)=2

 

 

ฟังก์ชั่นตัวอื่นๆ ที่ใช้บ่อยในหมวดหมู่นี้

  • CELL ใช้ตรวจสอบข้อมูลในช่องที่กำหนด เช่น Number Format, สี, ชื่อไฟล์, ประเภทข้อมูล, ตำแหน่ง cell และอื่นๆอีกมากมาย